ช่วงชีวิตที่หายไปของ “พระเยซู” เสด็จมาศึกษาพระพุทธศาสนาในอินเดีย?

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจซึ่งเป็นที่พูดถึงมานานนับร้อยปีแล้วก็คือ ข้ออ้างที่ว่ากันว่า ประวัติของพระเยซูในช่วงเวลาที่มิได้ถูกกล่าวถึงในพระคัมภีร์ เนื่องมาจากพระองค์ได้เดินทางมายังโลกตะวันออกเพื่อทำการศึกษาศาสตร์ในตะวันออกทั้งพุทธและพราหมณ์ ก่อนกลับไปเผยแผ่ศาสนาในดินแดนปาเลสไตน์

แน่นอนว่าข้ออ้างดังกล่าวฟังดูพิลึกกึกกือ และไม่ได้รับการยอมรับในโลกวิชาการ แต่ในช่วงปลายศตวรรษที่ ๑๙ เรื่องนี้เคยเป็นที่ถกเถียงใหญ่โตมาแล้ว ซึ่งถึงปัจจุบันในเมืองไทยก็ยังมีคนพูดถึงอยู่บ้างอย่างเลือนราง ไม่มีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน ผู้เขียนจึงอยากขอเล่าความเป็นมาของทฤษฎีที่ว่านี้

ก่อนอื่นขอเท้าความถึงที่มาของ “ช่วงเวลาที่หายไป” ของพระเยซูจากประวัติของพระองค์ที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ ซึ่งพระวรสาร (Gospel) ของมัทธิวได้บอกเล่าเหตุการณ์การประสูติของพระเยซูว่าอยู่ในรัชกาลของกษัตริย์เฮโรด [กษัตริย์แห่งแคว้นยูเดียซึ่งอยู่ใต้อำนาจจักรวรรดิโรมัน] (มธ.2:1) ตามมาด้วยการลี้ภัยไปยังอียิปต์ (มธ.2:14) เพื่อเลี่ยงคำสั่งสังหารทารกของกษัตริย์เฮโรด การเดินทางกลับอิสราเอล (มธ.2:21) หลังกษัตริย์เฮโรดสวรรคต การรับบัพติศมา (Baptism) (มธ.3:13) และการประกาศศาสนาของพระองค์ตามลำดับ แต่ก็มิได้ระบุปีในเหตุการณ์ต่างๆ อย่างแน่ชัด

พระวรสารของลูกาเป็นพระวรสารที่มีการระบุลำดับเหตุการณ์ประกอบพระชนมายุของพระเยซูที่ชัดเจนขึ้นว่าพระองค์ประสูติในสมัยของจักรพรรดิออกุสตุส (Augustus) (ลก.2:1) จากนั้นจึงเล่าถึงเหตุการณ์ในพระวิหารเมื่อพระเยซูมีพระชนมายุได้ 12 พรรษา (ลก.2:42) แล้วก็ข้ามไปยังการรับบัพติศมาซึ่งไม่ได้ระบุเวลาชัดเจน (ลก.3:21) แต่น่าจะเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกับการเริ่มประกาศศาสนาเมื่อพระองค์มีพระชนมายุประมาณ 30 พรรษา (ลก.3:23) ทำให้ช่วงเวลาที่พระองค์ก้าวเข้าสู่วัยรุ่นตั้งแต่มีพระชนมายุได้ 13 พรรษา (ซึ่งตามจารีตของชาวยิวถือเป็นวัยที่เด็กผู้ชายก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้ใหญ่แล้ว) จนถึงราว 30 พรรษา ที่ไม่มีบันทึกใดๆ กล่าวถึงชีวิตของพระองค์ในช่วงนี้เลย

บุตรแห่งพระเจ้าหายไปไหนตั้งแต่วัยที่พระองค์ (ซึ่งตามจารีตถือว่า) เป็นผู้ใหญ่แล้ว? จึงเป็นคำถามที่ผู้สนใจไม่ว่าในทางศาสนาหรือประวัติศาสตร์พยายามหาคำตอบ ในปลายศตวรรษที่ 19 นิโคลัส โนโตวิตช์ (Nicolas Notovitch) นักสำรวจและนักเขียนชาวรัสเซียจึงเสนอว่า พระเยซูทรงเดินทางมายังอินเดียและทิเบตเพื่อศึกษาพระธรรมตามหลักศาสนาพราหมณ์และพุทธก่อนเดินทางกลับไปประกาศศาสนายังแผ่นดินปาเลสไตน์ในอีก 10 กว่าปีให้หลัง

บันทึกของโนโตวิตช์เล่าว่าระหว่างการเดินทางของเขา ลามะรูปหนึ่งได้เล่าถึงความเชื่อใน “พระเจ้าจริงแท้องค์เดียว” ของชาวพุทธ (ในที่นี้คือพระพุทธเจ้า) ซึ่งชาวคริสต์รับเอาหลักการนี้ไปจากพระพุทธเจ้า แต่กลับละทิ้งพระองค์แล้วสร้าง “ทะไล ลามะ” ของตัวเองขึ้นใหม่ นั่นคือ “อีซา” (คำเรียกพระเยซูในภาษาอาหรับ) แต่สำหรับชาวพุทธแล้ว อีซาคือหนึ่งในทะไล ลามะที่เหนือกว่าทะไล ลามะรูปอื่นๆ เนื่องจากอีซาเป็นอวตารภาคหนึ่งของพุทธองค์โดยตรง [ชาวพุทธทิเบตทั่วไปเชื่อในเรื่องอวตารของพระโพธิสัตว์ลงมาเป็นทะไล ลามะ ที่มีสืบเนื่องมาไม่ขาดสาย] ได้ยินดังนี้ โนโตวิตช์จึงสนใจที่จะสืบค้นต้นตอของบันทึกเรื่องราวดังกล่าว

ลามะรูปนี้บอกว่า เอกสารที่บันทึกเรื่องราวของพระเยซูถูกเก็บรักษาไว้ที่กรุงลาซาของทิเบต รวมไปถึงอารามใหญ่ๆ ส่วนอารามเล็กๆ ของตนไม่มีแม้กระทั่งสำเนาเอกสารดังกล่าว เนื่องจากเอกสารชิ้นนี้เป็นเอกสารสำคัญซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์และมิได้ถูกนำออกมาเผยแพร่แก่สาธารณะ โนโตวิตช์จึงตั้งใจที่จะเดินทางไปทั่วทิเบตเพื่อรวบรวมข้อมูลของพระเยซู ตามคำกล่าวอ้างของลามะรูปนี้

ด้วยความบังเอิญเมื่อโนโตวิตช์เดินทางมายังวิหารแห่งฮีมิส (Himis) เมืองลาดักห์ (Ladakh) ประเทศอินเดีย เขาอ้างว่าตนมีโอกาสได้เห็นพระสูตรดังกล่าวระหว่างการรักษาตัวในวิหารแห่งนี้หลังประสบอุบัติเหตุจากการเดินทาง ด้วยความอนุเคราะห์จากเจ้าอาวาส ซึ่งกล่าวกับเขาว่าตัวเอกสารชิ้นนี้ ดั้งเดิมถูกเขียนขึ้นด้วยภาษาบาลีและถูกเก็บไว้ที่กรุงลาซา ส่วนฉบับที่เก็บไว้ที่วิหารแห่งฮีมิสเป็นฉบับแปลเป็นภาษาทิเบต ซึ่งโนโตวิตช์ต้องอาศัยล่ามส่วนตัวช่วยแปลเรื่องราวตามพระสูตรให้เขาเข้าใจ

พระสูตรที่โนโตวิตช์อ้างระบุว่า เมื่อพระเยซู พระชนมายุได้ 13 พรรษา อันเป็นวัยที่จะต้องหาคู่สมรส พระองค์ทรงแอบหนีออกจากบ้านเดินทางไปยังลุ่มแม่น้ำสินธุ เพื่อศึกษาพระวจนะของพระเจ้าและกฎเกณฑ์แห่งพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงศึกษาภาษาสันสกฤตประกอบกับคัมภีร์พระเวท และใช้ชีวิตในเมืองพาราณสีรวมถึงเมืองศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เป็นเวลาราว ๖ ปี พร้อมไปกับการสั่งสอนพระธรรมให้กับชาวบ้าน จนเป็นที่รักของคนในวรรณะแพศย์และศูทร

เนื้อหาท่อนหนึ่งในพระสูตรที่โนโตวิตช์อ้างถึงได้บรรยายถึงความเชื่อที่สอดคล้องกันของพุทธศาสนาและคริสต์ศาสนาที่ไม่เชื่อในระบบวรรณะแบบพราหมณ์ว่า

“พระองค์ [พระเยซู] ทรงปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวต่อความยโสของมนุษย์ที่ใช้อำนาจเหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ [ระบบวรรณะ] และสิทธิทางศาสนาของผู้อื่น [จากพระสูตรเดียวกัน พราหมณ์และกษัตริย์กล่าวกับพระเยซูว่า ผู้ที่เกิดในวรรณะต่ำไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะอ่านคัมภีร์พระเวท]” แต่พระเยซูทรงแย้งว่า “ในความเป็นจริง…พระเจ้ามิได้ทรงเลือกปฏิบัติต่อบุตรของพระองค์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นที่รักของพระองค์ทั้งสิ้น”

พระสูตรของโนโตวิตช์อ้างว่า คำสอนของพระองค์ทำให้กลุ่มวรรณะพราหมณ์และกษัตริย์ไม่พอใจคิดร้ายต่อพระองค์ แต่ชาวบ้านในวรรณะต่ำได้มาเตือนพระองค์ก่อน พระองค์จึงเสด็จหนีไปยังดินแดนของชุมชนชาวพุทธในลุ่มน้ำคงคา อันเป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า โดยพระเยซูทรงใช้เวลาอีก 6 ปี ในการศึกษาพระคัมภีร์บาลีในพุทธศาสนาก่อนนำไปเผยแผ่ต่อในโลกตะวันตก

เรื่องเล่าของโนโตวิตช์ถือว่าช่วยเติมเต็มช่องว่างของช่วงเวลาที่ไม่มีการบันทึกในพระวรสารทั้งสี่ของพันธสัญญาใหม่ได้เป็นอย่างดี และเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือเขาอ้างว่า หลังการเดินทางกลับจากโลกตะวันออกพร้อมความตั้งใจที่จะตีพิมพ์เรื่องราวที่ตนได้พบเจอ เขาเดินทางไปยังกรุงโรมนำบันทึกของเขาไปให้พระคาร์ดินัลรายหนึ่งซึ่งมีความใกล้ชิดกับพระสันตะปาปาเป็นอย่างยิ่งเป็นผู้พิจารณา

แต่พระคาร์ดินัลคนดังกล่าวตอบโนโตวิตช์กลับมาว่า “มันจะมีอะไรดีหากตีพิมพ์มันออกมา? คงไม่มีใครยอมเชื่อและเห็นความสำคัญอะไรของมัน ลูกมีแต่จะสร้างศัตรูจำนวนมาก ลูกยังหนุ่มอยู่เลย หากปัญหาของลูกคือเรื่องเงิน พ่อสามารถหารางวัลมาแลกกับบันทึกของลูกเป็นจำนวนมากพอที่จะชดเชยค่าใช้จ่ายและเวลาที่ลูกสูญเสียไปได้”

ข้ออ้างของโนโตวิตช์ช่วยกระตุ้นความสนใจว่าเหตุใดพระระดับสูงของคริสตจักรจึงพยายามปกปิดสิ่งที่เขาพบเจอ ซึ่งสุดท้ายบันทึกของโนโตวิตช์ก็ได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในฝรั่งเศสเมื่อปี 1894 (พ.ศ. 2437) มีการจัดจำหน่ายและแปลเป็นภาษาต่างๆ อย่างแพร่หลาย ความนิยมในหนังสือของโนโตวิตช์ ทำให้มีการตีพิมพ์ฉบับภาษาฝรั่งเศสใหม่ถึง 8 ครั้งในรอบ 1 ปี

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *